สิ้นแล้ว เฮียใช้ นักปราชญ์ชาวไร่ชาวนามีชื่อเสียงเมืองสุพรรณ ตายในวัย 77 ปี

เฮียใช้

เฮียใช้

เฮียใช้ นักปราชญ์ ชาวไร่ชาวนามีชื่อเสียง เมืองสุพรรณบุรี รวมอายุ 77 ปี ที่ โรงพยาบาลธนบุรี ด้วย โรคแก่ ตั้งศพทำบุญทำกุศลที่ตึกศูนย์การศึกษาวิถีชีวิตและก็จิตวิญญาณฯ โดยจะตั้งสวดศพถึง 16 พฤศจิกายน

ช่วงวันที่ 11 เดือนพฤศจิกายน62 นักข่าวได้รับการเปิดเผยจาก นายนิทัศน์ เจริญก้าวหน้าธรรมรักษา อายุ 50 ปี ผู้อำนวยการศูนย์การเรียนวิถีชีวิตรวมทั้งจิตวิญญาณชาวไร่ชาวนาไทย “ทุ่งนาเฮียใช้” ตั้งอยู่บ้านอู่ยา ตำบลดอนกำยาน อำเภอเมือง จังหวัดจังหวัดสุพรรณบุรี ว่า นายพิชัย รุ่งเรืองธรรมรักษา หรือ เฮียใช้ อายุ 77 ปี ผู้เป็นพ่อ ได้เสียชีวิตลงอย่างเงียบๆที่โรงหมอจังหวัดธนบุรี กรุงเทพมหานคร เมื่อช่วงเวลาเช้ามืดของวันที่ 11 เดือนพฤศจิกายนก่อนหน้านี้ ภายหลังเข้ารับการดูแลรักษาตัวด้วยโรคเฒ่านานเกือบจะเดือน โดยทางเครือญาติได้นำศพมาตั้งทำบุญที่ ตึกศูนย์การเรียนจิตวิญญาณเกษตรกรไทย (ที่นาเฮียใช้) แล้วก็จะประกอบพิธีตั้งสวดอภิธรรมศพไปจนกระทั่งวันที่ 16 เดือนพฤศจิกายน เวลา 19.30 น.

สำหรับประวัติความเป็นมา “เฮียใช้” เริ่มจากการเป็นชาวไร่ชาวนาตั้งแต่ยุคชายหนุ่ม ก่อนที่จะผันตนเองมาประกอบกิจการซื้อข้าว รวมทั้งทำโรงสีจนกระทั่งธุรกิจการค้าเจริญก้าวหน้า ถัดมาก็เลยได้นำที่ดินเกือบจะร้อยไร่ จัดตั้งศูนย์ศึกษาวิถีชีวิตแล้วก็จิตวิญญาณชาวไร่ชาวนาไทย โดยการนำวิถีวิธีการทำทุ่งนาปลูกข้าวของเกษตรกรไทยตั้งแต่อดีตกาล มาจัดสร้างเป็นศูนย์ทำความเข้าใจให้กับพลเมือง เยาวชนได้ศึกษาเล่าเรียนกล่าวโทษทราบ ว่าปลูกข้าวยังไงเพื่อจะสำเร็จผลิตที่ดีแล้วก็มีคุณภาพ รวมทั้งเก็บเครื่องไม้เครื่องมือวิธีการทำทุ่งนาตั้งแต่ในสมัยก่อนมาเปิดเป็นพิพิธภัณฑสถานให้พลเมืองเข้าชมฟรีด้วย พร้อมด้วยได้เป็นผู้ให้กำเนิดเมล็ดพันธุ์ข้าวเฮียใช้ที่เป็นที่รู้จักดังมีชื่อเสียงของกรุ๊ปกสิกรทั่วทั้งประเทศ

ศูนย์ศึกษาวิถีชีวิตและก็จิตวิญญาณกสิกรไทย เป็นหลักที่เกษตรที่น่าทำความเข้าใจขนาดใหญ่ สร้างขึ้นมาจากความซื่อสัตย์รวมทั้งสำนึกในความดีของพระเจ้าแผ่นดิน รัชกาลที่ 9 พระเจ้าอยู่หัวที่ทรงงานอย่างมากเพื่อสามัญชนชาวไทย จัดตั้งขึ้นโดย คุณนิทัศน์ ก้าวหน้าธรรมรักษา ที่มีอาชีพเกี่ยวกับชาวไร่ชาวนารวมทั้งข้าว ดำเนินชีวิตภายใต้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงโดยมีเป้าประสงค์หลักเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีให้พอเพียงต่อความอยากของเกษตรกร ข้างในพื้นที่มีทั้งยังแปลงนาสาธิต, เรีอนไม้ศูนย์รวมหัวใจไทยตลอดทั้งชาติ, เรือนวิถีกสิกรไทย รวมทั้งจุดต่างๆด้านในพื้นที่ หรือถ้าเกิดคนใดท่องเที่ยวดูข้างในรอบๆพื้นที่แล้วกำเนิดหิว ก็มีค๊อฟฟี่ช็อปเฮียใช้ รวมทั้งจุดให้บริการของกิน ให้รองท้องคลายความหิวอีกด้วย

ขอบคุณแหล่งที่มา… https://www.thairath.co.th/news/local/central/1702005

รวบสาวแสบ ลักทรัพย์ไม่พอ ลักขโมยของสหายร่วมกลุ่มขายต่อ

รวบสาวแสบ

รวบสาวแสบ

สาวแสบ วัย 22 ปี สัญจรขโมยตลอด รับเกี่ยวโยงกลุ่ม ยา อาศัยความเป็นหญิงลักขโมยของเพื่อนฝูงร่วมกลุ่มที่ขโมยมาได้ ไปขายต่อ

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 10 พฤศจิกายน2562 ร้อยตำรวจเอกพละพล อาจจะชุ่มฉ่ำ รอง สารวัตรปราบปราม สภ.เมืองนครศรีธรรมราช รักษาการหัวหน้าศูนย์ปกป้องแล้วก็ล้มล้างการขโมยรถยนต์ (ศปราชการ)

 สภ.เมืองนครศรีธรรมราช สนธิกำลังกับ ร้อยตำรวจเอกมงคล ภูรีวัฒนกุล รองสารวัตรปราบปราม สภ.เมืองนครศรีธรรมราช จับกุมตัว นางสาวเสาพรรณ์ ศิลปินไก อายุ 22 ปี ชาว จังหวัดนครศรีธรรมราช

พร้อมหลักฐานยาไอซ์ใส่ถุงก๊อบแก๊บ ถุง น้ำหนัก 0.025 กรัมมอเตอร์ไซค์ฮอนด้า เวฟ สีดำ ทะเบียน กขค 252 นครศรีธรรมราชรถมอเตอร์ไซค์ฮอนด้า เวฟ สีแดง ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน และก็

โทรทัศน์จอแบนอีก เครื่อง โดยจับกุมตัวเหมาะบ้านไม่มีเลขที่ ด้านในชุมชนหน้าสถานีรถไฟนครศรีธรรมราช ถนนหนทางยมราช ตำบลท่าวัง อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช

ภายหลังที่ก่อนหน้านี้ที่ผ่านมา มีผู้เสียหายหลายรายเข้าฟ้องร้องกับตำรวจ สภ.เมืองนครศรีธรรมราช แล้วก็ สภ.ใกล้เคียง ว่าถูกขโมยเข้ามาลักขโมยเงินทอง โดยหลักฐานที่มี มั่นใจว่า นางสาวเสาพรรณ์ 

เป็นผู้ที่เป็นคนทำความผิด ก็เลยนำกำลังเข้าจับตัว โดยคดีปัจจุบัน เมื่อ วันที่ผ่านมานางสาวเสาพรรณ์ ก่อเหตุลักรถเครื่องจากอู่รับซ่อมแซมรถยนต์แห่งหนึ่งหนีไป

การสอบปากคำ 

นางสาวเสาพรรณ์ ให้การยอมรับว่า ลักขโมยมาแล้วหลายคราว ตั้งแต่ปี 2560 ถึงปัจจุบันนี้

คยโดนจับเมื่อพ้นโทษมาก็ก่อเหตุอีก ยิ่งไปกว่านี้ ยังรับเพราะว่า

เกี่ยวพันกับกลุ่มสิ่งเสพติด หลายคราที่เพื่อนพ้องร่วมกลุ่มที่เป็นเพศชายลักขโมยรถมอเตอร์ไซค์หรือ

สินทรัพย์อื่นมาได้ตัวเองก็จะอาศัยจังหวะลักขโมยต่ออีกทอด ไปขายหรือจำนอง โดยที่เพื่อนฝูงจับมิได้

ร้อยตำรวจเอกพละพล เปิดเผยว่า ความประพฤติของ นางสาวเสาพรรณ์ถือได้ว่าบุคคลอันตราย

เพราะว่าก่อเหตุลักรถยนต์มาออกจะสม่ำเสมอ แม้ว่าจะโดนจับจับฟ้องร้องคดีมาแล้วก็ยังไม่ขยาด

ซึ่งผลของการตรวจฉี่ ยังเจอมียาเสพติดภายในร่างกายข้าราชการได้คุมตัวไว้ฟ้องร้องคดีรวมทั้งจะ 

ได้ขยายผลจับตัวผู้ร่วมวิธีการที่เหลือถัดไป

 

ขอบคุณแหล่งที่มา… https://www.thairath.co.th/news/local/south/1700918

โป๊งเหน่ง โกอั้น มอบน้ำแดง 12,000 ขวด แก้บน กุมารเจ้าสัวโชคดี

โป๊งเหน่ง

โป๊งเหน่ง โกอั้น พร้อมเพื่อนฝูงๆนำน้ำแดง 12,000 ขวด มาแก้บน กุมารเจ้าสัวโชคดี หลังถูกเบอร์ เลข 79 จำนวน 75 ใบ รับเงินกว่าแสนบาท ณ อาศรมฤาษีสามเณร ธาตุพระพุทธคุณ

วันที่ 9 พฤศจิกายน62 นักข่าวแถลงการณ์ว่า พลเมืองหลายชิ้นเดินทางมากมายราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่อาศรมฤาษีสามเณร ธาตุคุณพระพุทธเจ้า รอบๆข้างทางสายบางปะอิน-บางบัวทองคำ มัธยม4 ตำบลโพแตง อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ข้างหลังรู้ข่าวสารว่า ผลของการออกรางวัลของหวยรัฐบาล งวดทุกวันที่ 1 พฤศจิกายน62 มีผู้ถูกเบอร์จาก “กุมารเจ้าสัวโชคดี”

ดังนี้ พบว่า นายดงษ์อำนาจ โสซื่อสัตย์ภักดี หรือ “โป๊งเหน่ง ชักชวนยิ้ม” ซึ่งได้ถูกรางวัลสองตัว ลำดับที่ 79 ปริมาณ 75 ใบ เป็นเงินทั้งหมด 150,000 บาท พร้อม นายที่อำนาจวาสนา อ่ำภิรมย์ หรือ โกกลั้น ประธานสัมพันธ์เปิดบ้านพระเครื่องลาง แล้วก็สหายๆที่ถูกเบอร์ได้รวมตัวกันรีบเดินทางมากระทำการแก้บน

เฮฮาโด่งดัง พูดว่า วันนี้ตนกับสหายๆได้นำน้ำแดงปริมาณ 12,000 ขวดมาแก้บนให้กับ จับมารเจ้าสัวโชคดี ภายหลังได้บนไว้ว่าถ้าหากตนถูกเบอร์จะนำน้ำแดงปริมาณ 12,000 ขวด มากระทำการแก้บนให้ ซึ่งตนกับครอบครัวมีความรักรวมทั้งความเชื่อถือเลื่อมใส ฤาษีสามเณร ธาตุคุณพระพุทธเจ้า มากมาย โดยได้เดินทางมาไหว้ขอพรแล้วก็เคารพบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ตัวอย่างเช่น ปู่ฤษีพระพรหมเมศร์ ที่ สูง 34 เมตร แล้วก็เคารพบูชากุมารเจ้าสัวโชคดี อยู่เป็นประจำ

โดยส่วนมากตนรวมทั้งครอบครัวจะถูกเบอร์ดูเหมือนจะทุกงวด โดยจำนวน 79 มาจากมองเห็นจำนวนที่ลอยอยู่ในอ่างน้ำมนต์ฤษีสามเณร ธาตุพระพุทธคุณ ซึ่งปรากฏเป็นตัวเลขลอยอยู่เหนือน้ำด้านในอ่างน้ำมนต์รวมทั้งจะลอยวนเวียนไปเรื่อยๆไม่อยู่กับที่ แล้วก็โดยจำนวน 79 ได้ลอยจับคู่อยู่เหนือน้ำด้านในอ่างน้ำมนต์ ซึ่งจำนวนดังกล่าวมาแล้วข้างต้นเกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจาก ฤษีสามเณร ธาตุคุณพระพุทธเจ้า ได้ประกอบพิธีถึงจำนวนเรียกว่า เลขโสฬสสะระตะ

หลังจากนั้นได้ถือโทรศัพท์เคลื่อนที่ขึ้นมาถ่ายรูปเก็บไว้เพื่อนำจำนวนที่มองเห็นไปทำซื้อสลากกินแบ่งและก็ได้ส่งต่อให้เพื่อนฝูงๆเพื่อนำจำนวนไปเสี่ยงดวง ก็เลยทำให้งวดนี้ถูกเบอร์กันทั่วทุกคน ก็เลยมาแก้บนในตอนเวลาสายของวันนี้ และก็จะนำน้ำแดงพวกนี้ไปทำประโยชน์โดยมอบให้กับเด็กๆชาวดอยเด็กภูเขาที่อยู่ไกลห่าง ซึ่งจะเดินทางในตอนธ.ค. 2562 ไปที่จังหวัดเชียงใหม่

นอกเหนือจากนั้น ที่อาศรมฤษีสามเณรในวันที่ 11 พ.ย. 2562 จะมีพิธีการอาบน้ำมนต์แสงเดือน พร้อมประกอบพิธีจำนวนศักดิ์สิทธิ์ในคืนวันประเพณีลอยกระทง ค่าพานคุณครู 500 บาท ส่วนคุณครูฤษีสามเณรได้จัดเตรียมพระนางพญา จังหวัดพิษณุโลก อายุ 662 ปี ที่ได้เก็บไว้มาเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน เพื่อมอบให้กับลูกที่มีพานคุณครู คนละ 1 องค์ ฝากทุกคนมาร่วมบุญแสวงโชคกันได้ที่อาศรมฤษีสามเณร ธาตุคุณพระพุทธเจ้า…

บิดาโพสต์ประกาศตั้งเงินนำจับ 20,000 บาท ตามล่า ลูกทรพี ตบภรรยา ผลักคุณย่า ถีบบิดา

ตามล่า ลูกทรพี

ตามล่า ลูกทรพี พ่อประกาศตั้งเงิน นำจับ 20,000 บาท ถ้าจับตัวได้ ลูกไม่สำนึกบุญคุณ มารับกรรม หลังก่อเหตุซ้อมภรรยา ผลักคุณย่าล้ม พร้อมชักมีดไล่แทงบิดา ตอนที่เพื่อนบ้านเปิดเผยนิสัยดี ไม่คิดว่าจะทำร้ายแรงแบบนี้

จากในกรณีที่ นายโฟล์ค อายุ 27 ปี ชายหนุ่มจังหวัดบุรีรัมย์ กินเหล้าเมาแอ๋รวมทั้งระแวงภรรยาไปคบชายอื่น ก็เลยได้ใช้ความรุนแรงปองร้ายข้างหญิง ก่อนที่จะหันมารังควานย่า วัย 72 ปี ที่พากเพียรเข้ามาช่วยห้าม แต่โดนหลานชายบีบคอและก็ผลักเหวี่ยงไปติดกำแพงและก็ล้มลงพื้น

ในขณะที่ผู้เป็นบิดาเข้าไปมองเห็นเหตุ ก็วิ่งเข้าไปช่วยจับแยก แม้กระนั้นปรากฏว่าถูกลูกชายถีบล้มคะมำ ซ้ำลูกชายยังคว้ามีดออกมาไล่แทงได้รับบาดเจ็บ โดยเหตุกำเนิดที่บ้านเช่าแห่งหนึ่ง ในเมืองจังหวัดบุรีรัมย์ เดี๋ยวนี้ลักษณะของย่ายังจะต้องดูแลสนิทสนมจากหมอและก็พยาบาล ส่วนแฟนสาวที่ถูกฝึกซ้อมก็ล่องหนไป แล้วก็ลูกชายที่ก่อเหตุได้แอบหนี

ปัจจุบัน นายธีระเนษฎ์ อายุ 47 ปี บิดาของนายโฟล์ค ผได้โพสต์เฟสบุ๊กประกาศตั้งเงินนำจับ 20,000 บาท ถ้าหากคนไหนกันประสบพบเห็นแล้วก็นำตัวลูกชายที่ก่อเหตุรังแกเมียตนเองกับคุณย่า รวมถึงยังไล่แทงบิดา พร้อมทั้งบอกว่าคราวนี้ไม่ใช่คราวแรก และก็รู้สึกเหลืออดเหลือทนกับความประพฤติปฏิบัติแบบนี้แล้ว

พร้อมด้วยประกาศกลุ่มคำเด็ดที่ว่า “ผมเป็นคนให้ลมหายใจมันเฮือกแรก ตอนคลอดร้องไห้ชอบใจที่เกิดมาครบ 32 เดี๋ยวนี้ผมจะเอาลมหายใจนั้นคืน” ดังนี้ยังได้ฟ้องร้องเอาผิดลูกชายฐานบากบั่นฆ่าพ่อแม่แล้วด้วย

หลังจากนั้นนักข่าวได้ลงพื้นที่ไปยังบ้านข้างหลังจุดเกิดเหตุอีกที เพื่อถามไถ่รายละเอียดที่ได้มาจากบิดาผู้ก่อเรื่อง แม้กระนั้นไม่มีผู้ใดอยู่บ้าน ก็เลยได้ทดลองโทรศัพท์ติดต่อ แต่ว่าก็ไร้คนรับสาย มีเพียงแค่เพื่อนบ้านบอกแจ้งว่า บางครั้งอาจจะไปเฝ้าอาการย่าอยู่ที่โรงหมอก็เป็นได้

ป้านาง เพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้เคียง กล่าวมาว่า มองเห็นน้องโฟล์คมาตั้งแต่เด็กๆก็เป็นคนนิสัยดี มีสัมมาติดอยู่ราวะดี พนมมือตนตลอดๆส่วนเรื่องทะเลาะวิวาทเถียงกับคนภายในครอบครัวนั้น ก็คงจะมีบ้างเป็นปกติ แม้กระนั้นไม่เคยถึงกับขนาดลงไม้ลงมือกัน แม้กระนั้นในคราวนี้ น้องโฟล์ค ถึงขึ้นรังแกเมียและก็คุณย่า รวมถึงบิดาตนเอง ทำให้ตนรู้สึกตระหนกตกใจ ไม่คิดว่าน้องจะทำร้ายแรงอย่างนี้

ดังนี้มีความคิดว่าน่าจะเป็นความหึงหวง รวมทั้งด้วยความเมามายก็เลยทำให้ไร้สติ แต่ว่าข้างหลังก่อเหตุยังมองเห็นน้องยกมือขึ้นไหว้ขออภัยคุณย่ากับสิ่งที่ทำลงไป และก็มานะจะพาย่าไปโรงพยาบล รวมทั้งยังมาไหว้ขออภัยตนด้วยที่ทำให้เดือดร้อน แม้กระนั้นเพียงพอตำรวจมาถึง น้องโฟล์คก็หายไปไหนรวมทั้งไม่ทราบ และไม่มองเห็นกลับมาบ้านอีกเลย ส่วนเมียของน้องโฟล์คก็หายไปตั้งแต่วันนั้นเช่นเดียวกัน ไม่มีผู้ใดรู้ดีว่าไปไหนกัน เหตุคราวนี้ตนมั่นใจว่าเป็นเพราะว่าความไม่มีสติ แม้กระนั้นตนก็ไม่รู้เรื่องความนึกคิดและก็เหตุผลของน้องที่เลือกทำแบบนี้

ขอบคุณแหล่งที่มา… https://www.sanook.com/news/7947006/

สาวชัยภูมิสลด มิจฉาชีพรู้ที่แอบซ่อนกุญแจ ลักเงิน-ทองคำหมดจด อดให้พ่อจ่ายหนี้

สาวชัยภูมิ

สาวชัยภูมิ มาดำเนินการโรงงานที่จังหวัดชลบุรี โดยหลบซ่อนกุญแจบ้านไว้ ถูกมิจฉาชีพคาดเป็นคนวิกลจริตนใกล้เรือนเคียง เข้าห้องเช่าลักสะอาด ทรัพย์สิน ที่อุตส่าห์เก็บสะสมมาเกือบจะ 10 ปี จะไปให้บิดาจ่ายและชำระหนี้ วันประเพณีลอยกระทงนี้

เวลา 17.30 น.วันที่ 7 พฤศจิกายน พันตำรวจโทการเป็นไปวัสส์ บุญอ่อน สว.(สืบสวน) สภ.เสม็ด อำเภอเมืองจังหวัดชลบุรี รับแจ้งว่าเกิดเหตุขโมยที่ห้องพักในซอกซอยทุ่งสระ 2 กลุ่ม 1 ตำบลห้วยกะปิ ไปพิจารณาเจอห้องเกิดเหตุประตูถูกเปิดอ้าไว้ นางสาวมือรยา ต่อมคำ อายุ 43 ปี ผู้ครอบครองห้องพาดูและก็ชี้จุดที่ฆาตกรรื้อถอนของใช้เกลื่อนกลาดเรี่ยราดเรี่ย

พบว่า ผู้ร้ายได้กระเป๋าด้านในมีเงินสด 5,000 บาท สร้อยคอทองหนัก 1 บาท 1 เส้น รวมทั้งสร้อยคอทองหนัก 2 สลึง 2 เส้น จากนั้นได้หลบซ่อนไป โดย นางสาวแขนรยา สงสัยฆาตกรอาจมีบ้านอยู่ใกล้เคียง ด้วยเหตุว่ารู้ดีว่าตนจำเป็นต้องออกไปดำเนินการ แล้วก็กลับมาเมื่อใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งทราบดีว่าตนได้ซุกกุญแจไว้หน้าห้อง ฆาตกรก็เลยเอากุญแจมาเปิดประตูห้องเข้าไปลักขโมยเงินแล้วก็สร้อยทองคำที่สะสมมาแทบ 10 ปี

“สร้อยทองคำรวมทั้งเงินสดทั้งผองนี้ เก็บไว้ ตั้งมั่นจะเอาไปให้บิดาอยู่ที่ จังหวัดชัยภูมิ ในตอนวันประเพณีลอยกระทงที่จะถึง เพื่อนำไปใช้หนี้สินที่กู้เงินเขามา แม้กระนั้นก็ถูกขโมยลักไปทั้งปวง ถัดไปไม่เคยทราบจะเอายังไงดี” นางสาวแขนรยา กล่าวอย่างน่าเห็นใจ

ขอบคุณแหล่งที่มา… https://www.thairath.co.th/news/local/east/1699295

3 เทศกิจคลองเตย อยู่ในข่ายประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ให้ออกจากราชการ

เทศกิจคลองเตย

เทศกิจคลองเตย

เทศกิจคลองเตย  3นาย กำลัง จับกุม ตัวผู้ค้ารถเข็นผลไม้รอบๆฟุตบาท แล้วก็ดูอย่างกับว่ามีการรีดส่วย ส่งผลให้สังคมวิภาควิจารณ์ หลังปรากฏคลิป กรุงเทพมหานครได้ให้ทั้งยัง 3 นาย พักราชการ แล้วหลังจากนั้นกระทำการสอบปากคำระเบียบรุนแรง

ปัจจุบันผลจากการสอบออกแล้ว พบว่าอีกทั้ง 3 นายมีความผิดจริง แต่ว่าให้โอกาสให้อีกทั้ง 3 นายอุทธรณ์ต่อกรุงเทวดามหานครได้ด้านใน 1 เดือน
นายสกลธี ภัททิยกุล รองข้าหลวงประจำจังหวัดจ.กรุงเทพฯ เผยถึงความก้าวหน้าการสอบปากคำระเบียบรุนแรงบุคลากรเทศกิจเขตลำคลองเตย 3 นาย ที่ปรากฎในคลิปที่แชร์ในสื่อสังคมออนไลน์วันที่ 11 ตุลาคม62 ซึ่งมีลักษณะราวกับเรียกรับเงินพ่อค้าขายผลไม้รถเข็นรอบๆใต้สถานี BTS ต้นโศก

พื้นฐานช่วงวันที่ 17 เดือนตุลาคมก่อนหน้านี้ ผู้อำนวยการเขตลำคลองเตยได้มีคำบัญชาให้ข้าราชการอีกทั้ง 3 นายออกมาจากราชการไว้ก่อน รวมทั้งตั้งคณะกรรมการสืบสวนระเบียบรุนแรง ว่า บัดนี้การสอบปากคำระเบียบรุนแรงได้สำเร็จแล้วรวมทั้งในกรรมวิธีการไต่สวนได้มอบโอกาสผู้ถูกใส่ความได้แจกแจงแล้วก็นำหลักฐานที่มีคุณประโยชน์กับข้างข้าราชการทั้งยัง 3 นายมาอธิบายภายในช่วงเวลาที่พอเหมาะพอควร

แม้กระนั้นเหตุเพราะภาพที่ปรากฎออกมาแน่ชัดแล้วก็เนื้อหาข้อลบล้างของข้าราชการทั้งยัง 3 นายฟังไม่ขึ้น ความประพฤติของข้าราชการทั้งยัง 3 ราย อยู่ในข่ายประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงจริง ทำให้เสียหายต่อตำแหน่งรวมทั้งเกียรติของข้าราชการเทศกิจแล้วก็เสียหายต่อภาพพจน์ของจังหวัดกรุงเทพมหานคร

ข้าราชการอีกทั้ง 3 นายก็เลยมีความผิดจริง รวมทั้งผู้อำนวยการเขตลำคลองเตยในฐานะที่มีอำนาจใส่แต่ง ก็เลยลงทัณฑ์ให้ออกจากราชการอีกทั้ง 3 นาย ส่งผลเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม62 ที่ได้ให้ออกจากราชการไว้ก่อน โดยได้ให้โอกาสให้ทั้งยัง 3 นายอุทธรณ์ต่อกรุงเทวดามหานครได้ด้านใน 1 เดือน

ขอบคุณแหล่งที่มา…https://news.mthai.com/general-news/773082.html

อุโมงค์สายไฟฟ้า เชื่อมต่อระบบจ่ายไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่สุด ในประเทศไทย

อุโมงค์สายไฟฟ้า

อุโมงค์สายไฟฟ้า

อุโมงค์สายไฟฟ้า ชิดลมปัจจุบันนี้พื้นที่จุดศูนย์กลางเมืองหลวงเทวดามหานครมีการขยายตัวของภาคธุรกิจขนาดใหญ่อย่างสม่ำเสมอ ทำให้ความจำเป็นใช้กระแสไฟสูงมากขึ้นตามไปด้วย เหตุนี้กฟน. หรือ MEA ก็เลยได้ปรับปรุงระบบการจ่ายกระแสไฟฟ้าให้มีคุณภาพเยอะขึ้นเรื่อยๆ โดยก่อสร้างอุโมงค์กระแสไฟฟ้าใต้ดิน Outgoing ชิดลม

ว่ากันว่าแผนการนี้ เป็นอุโมงค์เชื่อมต่อระบบจ่ายกระแสไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เนื้อหาของอุโมงค์กระแสไฟฟ้าใต้ดินนี้คืออะไร รองผู้ว่าการกฟน. เทวดาอำนาจ ฐิตะรักษา มีข้อมูลมาอธิบายใน “รายงานฉบับพิเศษ” วันนี้

เทวดาอำนาจ-แผนการนี้เป็นการคิดแผนงานระบบกระแสไฟฟ้าอนาคต เนื่องมาจากเป็นการก่อสร้างอุโมงค์เพื่อเชื่อมต่อกระแสไฟฟ้าขนาดใหญ่ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 3.6 เมตร อยู่ลึกราว 30 เมตร มีความยาวของอุโมงค์คร่าวๆ 1,800 เมตร แยกเป็น 2 อุโมงค์ โดยอุโมงค์แรกจากสถานีต้นทางติดลมไปตามแนวถนนหนทางสารสิน จนกระทั่งแยกถนนหนทางสารสิน ทำถนนข้างหลังสวน อุโมงค์ที่ 2 จากแยกติดลม ถึงแยกเพลิดเพลินจิต ซึ่งจะช่วยเพิ่มทางการจ่ายกระแสไฟฟ้าด้วยระบบสายไฟแรงสูงใต้ดินให้ครอบคลุมพื้นที่ในเขตเมืองมากยิ่งขึ้น


แผนการนี้เริ่มก่อสร้างในปี 2560 ตอนนี้มีความก้าวหน้าสำหรับการขุดอุโมงค์เสร็จเป็นปริมาณระยะทางทั้งหมด 1,700 เมตร โดยก่อสร้างด้วยแบบอย่าง Shielded Tunneling เป็นจัดตั้งฝาผนังอุโมงค์ได้ในครั้งเดียวกัน คาดว่าด้านในปี 2562 จะสามารถเจาะอุโมงค์เสร็จทั้งผองเร็วกว่าแผนที่ระบุเสร็จปี 2563 ใช้งบประมาณ 878 ล้านบาท

ต่อจากนั้นจะเป็นขั้นตอนจัดตั้งเครื่องใช้ไม้สอยรองรับการนำดสายไฟแรงสูงการต่อว่าดตั้งระบบความปลอดภัยต่างๆข้างในอุโมงค์ไฟฟ้ า ยกตัวอย่างเช่น ระบบคุ้มครองปกป้องความปลอดภัยในกรณีกำเนิดน้ำท่วมด้วยระบบระบายน้ำ (Drainage Pump System) รวมทั้งการก่อสร้างทางลงอุโมงค์ในระยะพ้นน้ำ (Freeboard) ในขนาดความสูง 1.20 เมตร รวมทั้งจัดตั้งระบบแจ้งเตือนไฟไหม้ รวมทั้งระบบเกี่ยวกับการระบายอากาศ เพื่อปกป้องเหตุอัคคีภัย ต่อจากนั้นก็เลยเชื่อมโยงระบบสายไฟแรงสูงด้านในอุโมงค์กับระบบศูนย์ควบคุมระบบกระแสไฟฟ้า SCADA ของ MEA พร้อมทั้งเชื่อมต่อการจ่ายระบบกระแสไฟฟ้าระหว่างสถานีต้นทางบางกะปิถึงสถานีต้นทางติดลม ขนาดแรงกดดัน 230 กิโลโวลต์ (kV)

เทวดาอำนาจ-การก่อสร้างสายไฟฟ้าใต้ดินจะก่อให้เกิดผลเสียด้านการจราจรเยอะที่สุด ด้วยเหตุนี้ MEA ก็เลยได้มีการคิดแผนบริหารจัดแจงจราจรร่วมกับหน่วยงานที่เป็นเจ้าของพื้นที่ ตัวอย่างเช่น กรุงเทพมหานคร จังหวัดนนทบุรี จังหวัดสมุทรปราการแล้วก็ตำรวจ เพื่อบริหารจัดแจงการปิดพื้นที่พร้อมเร่งรัดการทำงานให้เสร็จอย่างรวดเร็ว เพื่อมีผลกระทบต่อพสกนิกรให้ต่ำที่สุด ซึ่ง MEA ได้มีการทำแผนงานโฆษณาเพื่อราษฎรทราบความก้าวหน้าของการดำเนินแผนการตลอดเวลาทำงาน โดยจะมีการลงพื้นที่เพื่อข้อมูลของแผนงานกับสามัญชนในพื้นที่ที่จะจัดการก่อสร้างหรือใกล้เคียงให้ได้รับรู้ก่อนปฏิบัติงานก่อสร้างแต่ละจุด แม้มีคำถามสามารถถามรายละเอียดต่างๆนอกเหนือจากนี้พอดีหนทางโซเชียลเน็ตเวิร์คของ MEA หรือศูนย์บริการข้อมูลผู้ใช้กระแสไฟฟ้ากฟน. MEA Call Center 1130 ตลอดทั้งวันทั้งคืน

เทวดาอำนาจ-การเพิ่มทางการจ่ายกระแสไฟฟ้าคราวนี้จะช่วยตอบโจทย์ในสิ่งที่ต้องการการใช้กระแสไฟฟ้าในย่านธุรกิจสำคัญศูนย์กลางเมืองที่มีการขยายตัวมากขึ้นโดยตลอด ลดการเสี่ยงทางด้านกายภาพที่บางทีอาจเกิดขึ้นกับสายไฟแรงสูงบนพื้นดิน ยกตัวอย่างเช่น อุบัติเหตุ ตลอดจนลดผลพวงจากพายุฝน หรือลมพายุในช่วงฤดูกาลต่างๆนอกเหนือจากนั้น ยังรองรับการเชื่อมต่อสายไฟแรงสูงกับแผนการเปลี่ยนแปลงสายไฟฟ้าอากาศเป็นสายไฟฟ้าใต้ดินในพื้นที่ใกล้เคียง.

ขอบคุณแหล่งที่มา.. https://www.thairath.co.th/news/local/bangkok/1697113

จับแล้ว 2 โจ๋ กลุ่มวัยรุ่นรัวกระสุน กระทั่งเด็ก 17 ถูกลูกหลง ดับ 1 เจ็บ 1

จับแล้ว 2 โจ๋

จับแล้ว 2 โจ๋

จับแล้ว 2 โจ๋ ประเด็นน่าสนใจ

  • เกิดเหตุกลุ่มวัยรุ่นวิวาทกันในงานการแสดงดนตรีสังสรรค์แชมป์ FA CUP ของสมาพันธ์การท่าเรือ
  • 2 กลุ่มวัยรุ่น ได้ทะเลาะกัน มีการใช้อาวุธปืนยิงกัน จนถึงส่งผลให้มีกลุ่มวัยรุ่นอีกกลุ่ม ที่มิได้ร่วมเถียงด้วยถูกลูกหลงจนได้รับบาดเจ็บอย่างหนัก 1 คน รวมทั้งเสียชีวิต 1 คน
  • ปัจจุบันตำรวจจับผู้ก่อเรื่องได้แล้ว

จับแล้ว 2 โจ๋ พันตำรวจเอกกฤษณะ พัฒนรุ่งเรือง รองพิธีกร ตำรวจ เผยถึงความก้าวหน้าในกรณีที่สื่อสังคมออนไลน์พรีเซ็นท์ข่าวสาร มีกรุ๊ปเด็กนักเรียนวัยรุ่นกรุ๊ปหนึ่ง ไปดูการแสดงดนตรีสังสรรค์แชมป์ราชสีห์เจ้าท่า ถูกปิดซอกซอยยิงดับ 1 เจ็บ 1 ในพื้นที่ สถานีตำรวจท่าเรือ ว่า

ได้รับรายงานจาก เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจท่าเรือ ว่า ช่วงวันที่ 3 พฤศจิกายน 62 เวลาโดยประมาณ 23.00 น. กลุ่มวัยรุ่นกรุ๊ปหนึ่ง ภายหลังเลิกมองการแสดงดนตรีในงานหลบยงสังสรรค์แชมป์ เอฟ เอ คัพ ของชมรมการท่าเรือ ที่สนามแพตสเตเดี้ยม แล้วเดินกลับมาตามชอย 8 ตลาดลำคลองเตย เพื่อจะไปเอารถเครื่องขับกลับไปอยู่ที่บ้าน

ขณะเดินถึงที่เกิดเหตุเป็นตรอกเข้าในตลาดมีกรุ๊ปผู้ต้องหาที่อยู่ในตลาดมีเรื่องมีราวทะเลาะวิวาทกับกลุ่มวัยรุ่นที่อื่นๆ ต่อจากนั้นได้มีเสียงเหมือนอาวุธปืนดังขึ้นปริมาณหลายนัดหมาย คนตายกับพวกก็เลยแยกย้ายกันหลบซ่อน

ต่อจากนั้นพบว่า มีผู้ถูกยิงโดยถูกลูกกระสุนปืนเข้าที่เข้าทางรอบๆเบ้าตา ส่งผลให้เสียชีวิต 1 ราย อายุ 17 ปี ผู้เรียนสถานศึกษาบัวก้านแม่น้ำคงคาถูกยิงเสียชีวิต และก็มีคนที่บาดเจ็บถูกลูกกระสุนปืนที่รอบๆชายโครงทางด้านซ้าย 1 ราย รวมทั้งถูกนำส่งโรงหมอจุฬาลงมือณ์

ส่วนฆาตกรข้างหลังก่อเหตุได้แอบหนีไป โดยในตอนนั้นผู้เสียชีวิตถึงแก่เสียชีวิตในจุดเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่สอบสวนก็เลยได้ร่วมกับหมอนิติวิทยาศาสตร์รวมทั้ง ข้าราชการพิสูจน์หลักฐาน ตรวจจุดเกิดเหตุเพื่อสะสมหลักฐานมาประกอบคดี

ทั้งยังตำรวจข้างสอบปากคำ สถานีตำรวจท่าเรือ ได้ไปตรวจจุดเกิดเหตุ เพื่อสืบหาข้อพิสูจน์รวมทั้งพิสูจน์รู้ตัวผู้ร้าย ตรวจตรากล้องวงจรปิด จากร้านขายของรอบๆจุดเกิดเหตุ เจอมีภาพฆาตกร 2 คน ใช้อาวุธปืนยิงไปในแนวทางที่กรุ๊ปคนเสียชีวิตเดินมา ก็เลยได้ไต่สวนจนถึงรู้ตัวผู้ร้าย แล้วก็ออกติดตามจับตัว

กระทั่งสามารถจับฆาตกรได้ รู้ชื่อในเวลาถัดมาเป็น นายจตุรงค์ หรือนุ มีโสภา อายุ 34 ปี และก็นายรันวา หรือหนึ่ง บุญผาด อายุ 31 ปี และหลักฐาน คือ

  1. อาวุธปืนสั้น แบบออโต สีเงิน ขนาด 9มม แบรนด์ นอริงโก ไม่มีทะเบียน
  2. อาวุธปืนสั้น แบบรีวอลโวอวดสีเงิน ขนาด .38 แบรนด์ สมิธ แอนด์ เวสสัน ไม่มีทะเบียน

โดยป้ายความผิดว่า ด้วยกันฆ่าคนอื่น ,ด้วยกันอุตสาหะฆ่าคนอื่น ,ด้วยกันมีอาวุธปืนรวมทั้งเครื่องลูกกระสุนเอาไว้ภายในถือครองโดยมิได้รับอนุญาติ พาอาวุธปืน ไปในเมือง หมู่บ้าน หรือถนนสาธารณะโดยมิได้รับอนุญาต และไม่มีเหตุอันควรจะ

ในพื้นฐาน ผู้ต้องหารับว่าเป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิงใส่กรุ๊ปผู้เสียชีวิตจริง ก็เลยได้คุมตัวผู้ต้องหาพร้อมกับหลักฐาน ส่งพนักงานที่ทำหน้าที่ในการสอบสวน สถานีตำรวจท่าเรือ ฟ้องตามขั้นตอนของข้อบังคับถัดไป

รอง พิธีกร ตำรวจ กล่าวต่ออีกว่า ขอฝากเตือนไปยังกลุ่มวัยรุ่น ที่มีความคะนองขอให้ใช้สติอย่าใช้อารมณ์สำหรับในการขจัดปัญหาด้วยเหตุว่าเมื่อเกิดเหตุขึ้นแล้วหรือมีการกระทำผิดก็จะถูกฟ้องร้องโดยชอบด้วยกฎหมายเสียเรื่องราวเสียอนาคตแล้วก็บางทีอาจเอามาพามาซึ่งการสิ้นไปต่อ ชีวิต ทรัพย์สิน สินทรัพย์ ทั้งยังต่อตัวเอง รวมทั้งคนอื่นๆรวมถึงพสกนิกรที่ไม่มีส่วนเกี่ยวโยงกับเรื่องดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้วอีกด้วย…