ขนมถั่วทอด ของทานเล่น อร่อยเพลิดเพลิน

ขนมถั่วทอด

ขนมถั่วทอด ส่วนประกอบและแนวทางการทำ

ขนมถั่วทอด

ขนมถั่วทอด ส่วนประกอบ
แป้งสาลีอเนกประสงค์ 250 กรัม
แป้งข้าวเจ้า 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำปูนใส 300 มล.
น้ำตาลทราย 200 กรัม
กะทิ 1/2 ถ้วย
ไข่ไก่ 1 ฟอง
น้ำมันสำหรับทอด
ถั่วลิสง 500 กรัม

วิธีการทำ ขนมถั่วทอด
1.ร่อนแป้งสาลีอเนกประสงค์กับแป้งข้าวเจ้า ลงชามผสม ทยอยเทน้ำปูนใสลงไปทีละนิด แล้วคนจนส่วนผสมเหมาะ
2.ผสมน้ำตาลทราย กะทิ และไข่ไก่ ตีให้เข้ากัน
3.ตั้งกระทะหรือหม้อ เทน้ำมันลงไปให้ท่วม รอให้น้ำมันร้อน จากนั้นก็เอาแม่พิมพ์วงกลมลงไปแช่ลงไปในน้ำมัน เพื่อน้ำมันเคลือบแม่พิมพ์
4.เทแป้งลงไปในแม่พิมพ์ เกลี่ยให้เป็นวงกลม แล้วโรยด้วยถั่วลิสง แล้วนำแม่พิมพ์กดลงไปในน้ำมันร้อน จนกระทั่งตัวขนมลอยขึ้นมา ทอดจนเหลืองกรอบ ตักขึ้นมาสะเด็ดน้ำมัน แล้วจัดใส่จาน

ที่มา food.mthai

วันนี้ขอแนะนำขนมไทยโบราณมงคล ขนมเม็ดขนุน

ขนมเม็ดขนุน

ขนมเม็ดขนุน ส่วนประกอบแล้วก็ขั้นตอนการทำ

ขนมเม็ดขนุน

ขนมเม็ดขนุน ส่วนประกอบ
ถั่วเขียวเลาะเปลือก (นึ่ง) 400 กรัม
น้ำตาล 1 1/2 ถ้วย
น้ำกะทิ 500 มล.
น้ำ 4 ถ้วย
น้ำตาล 4 ถ้วย (สำหรับต้มขนม)
ไข่แดงของไข่เป็ด 8 ฟอง
น้ำเชื่อม

ขนมเม็ดขนุน วิธีทำ
1.นำถั่วเขียวเลาะเปลือกที่นึ่งแล้วมาปั่นกับน้ำตาลและก็กะทิ (กะทิครึ่งเดียวก่อน) ปั่นจนละเอียด
2.นำถั่วที่ได้มากวนในกระทะทองเหลือง หรือกระทะเทฟลอนก็ได้ เพิ่มน้ำกะทิที่เหลือลงไป กวนจนข้นเหนียว ใช้เวลา 15-20 นาที เสร็จแล้วก็ปิดไฟ พักถั่วไว้ให้เย็น
3.นำถั่วที่เย็นสนิทแล้ว มาปั้นให้เป็นรูปวงรี ยาวๆเป็นรูปทรงเม็ดขนุน ปั้นไปอย่างงี้จนหมด
4.ต้มน้ำตาลทรายกับน้ำเปล่าในกระทะทองเหลือง เปิดไฟอ่อน กวนจนน้ำตาลละลาย จากนั้นก็ปิดไฟทันที
5.แยกไข่แดงของไข่เป็ดออกมา แล้วก็ตีให้เข้ากัน นำถั่วที่ปั้นไว้มาชุบกับไข่แดง เสร็จและหยอดลงไปในน้ำเชื่อม หยอดไปเรื่อยๆระวังอย่าให้ขนมติดกันจนเกินไป
6.แล้วก็เปิดไฟอ่อนๆต้มจนเม็ดขนุนสุกทั้งสองด้าน จากนั้นก็ตักเม็ดขนุนมาแช่ในน้ำเชื่อมข้างนอกอีกทีนึง ทำแบบนี้วนไปจนหมด
7.จัดขนมใส่จานเสิร์ฟ หรือใส่ภาชนะสวยๆเอาไว้จัดงานมงคลก็ได้ค่ะ

ที่มา food.mthai

อาหารว่าง ขนมจีบ เมนูง่ายๆอร่อยเพลิน

ขนมจีบ

ขนมจีบ เป็นเมนูที่อิ่มท้องลองไปดูส่วนประกอบและขั้นตอนการทำ

ขนมจีบ

ขนมจีบ ส่วนประกอบ
เนื้อหมู 500 กรัม
กระเทียมสับ 1 ช้อนโต๊ะ
รากผักชีสับ 1 ช้อนโต๊ะ
มันหมู 50 กรัม
ซอสปรุงรส 2 ช้อนโต๊ะ
ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนโต๊ะ
เกลือ 1/2 ช้อนชา
น้ำตาล 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำปลา 1 1/2 ช้อนโต๊ะ
แป้งมัน 2 ช้อนโต๊ะ
พริกไทย 1 ช้อนชา

ขนมจีบแนวทางการทำ
1.หมักเนื้อหมูบดด้วยกระเทียมสับ รากผักชีสับ มันหมู ปรุงรสด้วย ซอสปรุงรส ซีอิ๊วขาว เกลือ น้ำตาลรวมทั้งน้ำปลา
2.ใส่แป้งมันแล้วคลุกเคล้าให้เข้ากัน เทพริกไทยลงไปแล้วคลุกให้เข้ากันอีกครั้ง
3.วางแผ่นเกี๊ยวไว้บนกำปั้นโดยการทำมือหลวมๆให้เกี๊ยวเป็นหลม วางหมูที่หมักไว้ตรงกลางของเกี๊ยว เสร็จและจากนั้นก็จับห่อให้เป็นจีบ
4.นำไปนึ่งด้วยไฟกลางเป็นเวลา 15 นาที เสร็จแล้วจัดเรียงใส่จานเสิร์ฟพร้อมทั้งจิ๊กโฉ่ว

ที่มา food.mthai

เฉาก๊วยชาเขียวนมสด อากาศร้อนแบบนี้ชื่นใจ

เฉาก๊วยชาเขียวนมสด

เฉาก๊วยชาเขียวนมสด ส่วนประกอบแล้วก็ขั้นตอนการทำ

เฉาก๊วยชาเขียวนมสด

เฉาก๊วยชาเขียวนมสด ส่วนประกอบ
เฉาก๊วยก้อน
ผงชาเขียว
นมสด
น้ำเชื่อม
นมข้น
น้ำแข็งบด
นมข้นจืด (สำหรับโรยหน้า)

ขั้นตอนการทำเฉาก๊วยชาเขียวนมสด
1.ผสมผงชาเขียว นมสด น้ำเชื่อม แล้วก็นมข้นหวาน คนให้เข้ากัน
2.หั่นเฉาก๊วยให้เป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า ใส่น้ำแข็งลงไป และก็ตามด้วยชาเขียวนมสดที่ชงไว้ ราดนมข้นจืด พร้อมเสิร์ฟ

ที่มา cooking.kapook

ขนมเค้กแอปเปิล สูตรขนมสายคลีน อร่อยถูกใจคนรักหวาน

ขนมเค้กแอปเปิล

ขนมเค้กแอปเปิล ไร้แป้งไร้น้ำตาล มีขั้นตอนการทำให้พร้อม

ขนมเค้กแอปเปิล

ขนมเค้กแอปเปิล ส่วนประกอบ
ส่วนประกอบ ขนมเค้กแอปเปิล
ผงอัลมอนด์ 120 กรัม
เกลือ (จะใส่หรือไม่ใส่ก็ได้ค่ะ ถ้า Paleo Diet จะไม่ใส่ค่ะ) 1/4 ช้อนชา
เบกกิ้งโซดา 1/4 ช้อนชา
แป้งข้าวโพด 20 กรัม
ผงซินนามอน หรือผงอบเชย 1/2 ช้อนชา
ไข่ไก่ 25 กรัม
กลิ่นวานิลลา 2 ช้อนชา
น้ำมันพืช 40 กรัม
น้ำผึ้ง 60 กรัม
แอปเปิลกาล่าขนาดเล็ก (หั่นเป็นลูกเต๋า) 2 ลูก

ขั้นตอนการทำขนมเค้กแอปเปิล
1.ล้างแอปเปิลแล้วปอกเปลือก หั่นแอปเปิลเป็นลูกเต๋าเล็ก
2.นำผงอัลมอนด์ เกลือ เบกกิ้งโซดา แป้งข้าวโพด เกลือ และก็ผงซินนามอนใส่ลงในชามอ่างผสม แล้วคนให้เข้ากัน
3.ใส่ไข่ไก่ กลิ่นวานิลลา น้ำมันพืช และก็น้ำผึ้งลงในชามผสมของแห้ง คนผสมให้เข้ากัน
4.ใส่แอปเปิลหั่นเต๋า คนจะกว่าจะเข้ากัน แล้วก็ค่อยนำไปใส่ลงไปภายในถุงบีบ
5.นำแป้งเค้กมาบีบใส่ในพิมพ์มัฟฟินที่มีถ้วยกระดาษรองไว้
6.อบขนมที่อุณหภูมิ 175 องศาเซลเซียส ราว 16-20 นาที หรือจนสุก (เช็กความสุกโดยการใช้ไม้จิ้มฟันจิ้มลงไปในขนม ถ้าไม่มีเศษขนมติดขึ้นมาแสดงว่าสุกแล้ว

ที่มา cooking.kapook

ข้าวต้มมัด กับสูตรไม่ลับฉบับโคตรอร่อย

ข้าวต้มมัด

ข้าวต้มมัด มาดูส่วนประกอบรวมทั้งขั้นตอนการทำกัน

ข้าวต้มมัด

ข้าวต้มมัด ส่วนประกอบ
ข้าวเหนียวเขี้ยวงูใหม่ 800 กรัม
กล้วยน้ำว้าสุก 10 ผล
ถั่วดำ 100 กรัม
ใบเตย
หัวกะทิ 3 ถ้วย
น้ำตาล 100 กรัม
เกลือป่น 1 ช้อนชา

จัดเตรียมใบตองชิ้นละ 2 ใบ
ใบตองชั้นแรก 8×9 นิ้ว
ใบตองชั้นสอง 6×8 นิ้ว
ตอกหรือเชือกสำหรับห่อ

กระบวนการทำสูตรข้าวต้มมัด
1.แช่ถั่วดำทิ้งเอาไว้ข้ามคืนแล้วเอามานึ่งให้เพียงพอสุก
2.ล้างข้าวเหนียวให้สะอาดและจากนั้นจึงนำไปแช่น้ำ ทิ้งไว้ 4 ชั่วโมง เสร็จแล้วตักขึ้นมาสะเด็ดน้ำพักไว้
3.ตั้งกะทิในกระทะ ใส่ใบเตยลงไปเปิดไฟแรงปานกลาง เมื่อกะทิเริ่มเดือด ตักใบเตยออกแล้วใส่เกลือกับน้ำตาลลงไป
4.ลดไฟลงใส่ข้าวเหนียวลงไปผัดกับกะทิ ผัดไปในทิศทางเดียวกัน ผัดกระทั่งข้าวเหนียวแห้ง ใช้เวลาโดยประมาณ 15 นาที พอข้าวเหนียวเริ่มแห้งก็ปิดไฟ พักข้าวเหนียวไว้ให้เย็น
5.ปอกกล้วยแล้วผ่าครึ่งเตรียมไว้ วางใบตองประกบด้านสีอ่อนของใบตองเข้าหากัน ใบใหญ่ไว้ภายนอกใบเล็กไว้ข้างใน
6.ใส่ข้าวเหนียวลงไปราวๆ 1 ช้อนโต๊ะ ใช้ช้อนเกลี่ยข้าวเหนียวให้แบน ต่อจากนั้นก็วางกล้วยลงไปตรงกลางแล้วก็ปิดด้วยข้าวเหนียวอีกครั้ง โรยหน้าด้วยถั่วดำ
7.ห่อใบตองให้แน่นแล้วมัดด้วยตอกหรือเชือก นำข้าวต้มไปเรียงใส่ลังนึ่ง นึ่งด้วยไฟแรงใช้เวลา 20 นาที เมื่อเสร็จและก็ปิดไฟยกลงจากลังนึ่งจัดใส่จานเสิร์ฟได้เลย

ที่มา food.mthai

ขนมมันสำปะหลัง หลายสีน่าลิ้มลอง

ขนมมันสำปะหลัง

ขนมมันสำปะหลัง ร้านค้าขนมไทยโบราณบางที่ก็ไม่ค่อยมีขาย

ขนมมันสำปะหลัง

ขนมมันสำปะหลัง ส่วนประกอบ
มันสำปะหลัง (ขูด) 250 กรัม
แป้งท้าวยายม่อม 2 ช้อนโต๊ะ
เกลือป่น 1/4 ช้อนชา
น้ำตาล 150 กรัม
หัวกะทิ 1/2 ถ้วย
มะพร้าว (ขูด) 1/2 ถ้วย
สีผสมอาหาร ตามชอบ
มะพร้าว (ขูด) โรยตอนเสิร์ฟ ตามชอบ

วิธีการทำขนมมันสำปะหลัง
1. ขยำแป้งท้าวยายม่อมกับมันสำปะหลังเข้าด้วยกัน ผสมเกลือป่น น้ำตาล รวมทั้งหัวกะทิ แล้วต่อจากนั้นก็ใส่มะพร้าวขูด
2. แบ่งแยกผสมไว้ 3 ส่วนแล้วผสมสีตามใจชอบ
3. ใส่ถ้วยตะไลแล้วก็ค่อยนำไปนึ่งด้วยไฟแรง 20 นาที
4. นำขนมออกมาคลุกกับมะพร้าวขูด แล้วหลังจากนั้นก็ตักใส่จานสวยๆเสิร์ฟ

ที่มา food.mthai

ขนมกลีบลำดวน ขนมไทยโบราณยุคเก่า

ขนมกลีบลำดวน

ขนมกลีบลำดวน ทำไม่ยากไม่ยุ่งยาก

ขนมกลีบลำดวน

ขนมกลีบลำดวน ส่วนประกอบ
แป้งสารพัดประโยชน์ 4 ถ้วย
น้ำตาลไอซิ่ง 2 ถ้วย
เกลือ ½ ช้อนชา
น้ำมันพืช ¼ ถ้วย
เทียนสำหรับอบควันเทียน

วิธีการทำขนมกลีบลำดวน
1. ร่อนแป้งสารพัดประโยชน์สักโดยประมาณ 3 ครั้งเพื่อแป้งร่วน แล้วค่อยนำไปผสมกับน้ำตาลไอซิ่งที่ร่อน 2 ครั้งเพื่อร่วนรวมทั้งค่อย
2. นำส่วนประกอบทั้งคู่อย่างผสมเข้าด้วยกัน ก็เลยผสมกับเกลือแล้วก็คนเบาๆด้วยไม้พายเข้าด้วยกัน ค่อยๆเทน้ำมันพืชลงไปผสม รวมทั้งขยำแบบเบาๆไปเรื่อยๆจนถึงเนื้อแป้งเกาะกัน อย่าให้เหลวจนถึงเหลือเกินเวลาปั้นแป้งจะไม่ติด พักแป้งไว้สัก 10 นาทีก่อนนำไปปั้น
3. แล้วแบ่งแป้งออกมาเป็นก้อนเล็กๆแล้วป้นเป็นก้อนกลมๆตัดสี่ส่วน จะได้กลีบลำดวน 4 กลีบ เอา 1 กลีบไปปั้นเป็นลูกกลมๆเพื่อจะเป็นเกสร แล้วก็ประกอบสามกลีบ นำเกสรวางไว้กึ่งกลาง กดให้แน่นบางส่วน วางเอาไว้ด้านบนถาด
4. เมื่อได้กลีบลำดวนครบปริมาณแล้วนำเข้าเตาอบอุณหภูมิ160 องศาราว 15 นาที อย่าให้สีแก่เกินความจำเป็น ขนมจะไม่สวย
5. เมื่อนำออกมาจากเตาแล้วเอามาพักไว้ให้เย็น แล้วนำไปอบควันเทียน เพื่อมีกลิ่นหอมหวนควันเทียน สามารถเก็บไว้ได้นานในกล่องปิดฝา

ที่มา food.mthai

ขนมเข่ง อร่อยเหนียวนุ่มละมุนลิ้น

ขนมเข่ง

ขนมเข่ง สูตรและก็วิธีการทำ

ขนมเข่ง

ขนมเข่ง ส่วนประกอบ
ส่วนที่ 1 ขนมเข่งฟักทอง
แป้งถั่วเขียว 300 กรัม
น้ำตาลปีบ 100 กรัม
น้ำตาล 1/2 ถ้วย
เกลือ 2 ช้อนชา
ฟักทองนึ่ง (บด) 300 กรัม
หัวกะทิแท้ 250 มล.

ส่วนที่ 2 ขนมเข่งมะพร้าวอ่อน
แป้งถั่วเขียว 300 กรัม
น้ำตาลปีบ 100 กรัม
น้ำตาล 1/2 ถ้วย
เกลือ 2 ช้อนชา
น้ำมะพร้าว 100 มล.
หัวกะทิ 200 มล.
น้ำมันพืช

ขั้นตอนการทำ ขนมเข่ง
1. ผสมแป้งถั่วเขียวกับส่วนประกอบ โดยแยกเป็นสองส่วนประกอบระหว่าง ฟักทองแล้วก็มะพร้าวอ่อน
2. เตรียมกระทงใบตองแห้ง ทาน้ำมันให้ทั่ว
3. เทแป้งใส่กระทงทั้งคู่รส
4. โรยหน้าด้วยมะพร้าวอ่อน ฟักทอง แล้วก็แปะก๊วย
5. นำไปนึ่ง 15 นาที เสร็จรวมทั้งนำออกมาจัดใส่ถาดเรียงให้สวยงาม

ที่มา food.mthai

อากาศร้อนๆต้อง มะยงชิดลอยแก้ว

มะยงชิดลอยแก้ว

มะยงชิดลอยแก้ว หวานอมเปรี้ยว เย็นสดชื่น

มะยงชิดลอยแก้ว ส่วนประกอบ
มะยงชิด ตามชอบจ้ะ
น้ำ 400 มล.
น้ำตาล 200 กรัม
ใบเตย ตามชอบจ้ะ
เกลือ 1 ช้อนชา

แนวทางการทำ มะยงชิดลอยแก้ว
1. ต้มน้ำเชื่อม ตั้งหม้อต้มน้ำ ใส่น้ำตาล ใบเตย และก็เกลือ ต้มจนกระทั่งน้ำเชื่อมเหนียว
2. ปอกเปลือกมะยงชิดแล้วก็คว้านเอาเม็ดออก แล้วหลังจากนั้นใส่ลงไปในจานชาม เพิ่มน้ำแข็งป่นให้เต็ม แล้วก็ราดด้วยน้ำเชื่อม หากชอบมะชงชิดแบบนุ่มๆให้ต้มไปกับน้ำเชื่อมได้เลยค่ะ

ที่มา food.mthai.com